โครงงาน

Smart Charger

 

 

 

 

เครื่องชาร์ตแบตเตอรี่ Smart Charger

 

 

คำเตือน

 

โครงงานนี้ผู้เขียนได้ทำการศึกษาหาข้อมูล ทดลองสร้างเครื่องต้นแบบขึ้น และทำการปรับปรุงจนสามารถใช้งานได้ดี แต่ข้อผิดพลาดก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ ทั้งที่เกิดจากการประกอบวงจรที่ผิดพลาด การใช้งานที่ไม่ถูกต้อง หรือการโปรแกรมด้วยค่าที่ไม่เหมาะสม ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้แบตเตอรี่ที่ทำการชาร์ตเกิดการระเบิด หรือเกิดไฟไหม้ได้ ผู้ที่จะนำไปใช้งานต้องรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเอง ผู้เขียนจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นทุกกรณี

 

สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอแนะนำให้คอยตรวจสอบแบตเตอรี่ตลอดเวลาที่ทำการชาร์ต โดยตรวจสอบอุณหภูมิและแรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ เพื่อความไม่ประมาทอย่าปล่อยให้เครื่องชาร์ตแบตเตอรี่ทำงานทิ้งไว้ลำพังโดยไม่มีการดูแล

 

 

 

การเล่นเครื่องบินบังคับวิทยุโดยเฉพาะเครื่องบินไฟฟ้า นักบินเครื่องบินเล็กมักจะประสพกับปัญหาเรื่องการชาร์ตแบตเตอรี่อยู่เป็นประจำ ถ้าได้เครื่องชาร์ตแบตเตอรี่สักเครื่องก็จะสามารถแก้ปัญหาไปได้ แต่เครื่องชาร์ตแบตเตอรี่ที่ดีๆก็มีราคาแพงพอสมควร ส่วนเครื่องชาร์ตแบตเตอรี่ที่มีราคาถูกก็มักไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไร และบางครั้งยังทำให้แบตเตอรี่เสียหายด้วย

 

ผมใช้เวลาประมาณ 2 ปี กับทุนทรัพย์อีกพอสมควร ทำการศึกษาหาข้อมูล และทดลองสร้างเครื่องชาร์ตแบตเตอรี่ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของการชาร์ตแบตเตอรี่ โดยเน้นว่าต้องมีราคาไม่แพง ใช้อุปกรณ์ไม่มากนัก อุปกรณ์ที่ใช้ต้องหาซื้อได้ในประเทศไทย สร้างได้ง่าย ขนาดไม่ใหญ่มาก และที่สำคัญคือต้องสามารถใช้งานได้ดี

 

ในที่สุดผมก็ได้ออกแบบ สร้างและปรับปรุง เครื่องชาร์ตแบตเตอรี่ขึ้นมาได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เรามาดูคุณสมบัติของเครื่องชาร์ตแบตเตอรี่กันดังนี้

 

คุณสมบัติของเครื่องชาร์ตแบตเตอรี่ Smart Charger

 

·         ใช้ได้กับแบตเตอรี่ชนิด Nickel Cadmium (NiCd), Nickel Metal Hydride (NiMH), Lithium-Ion (Li-Ion), Lithium Polymer (Li-Po) และ Sealed Lead Acid (SLA)

o       แบตเตอรี่ชนิด NiCd และ NiMH สามารถชาร์ตได้ตั้งแต่ 1 เซล ถึง 10 เซล

o       แบตเตอรี่ชนิด Li-Ion และ Li-Po สามารถชาร์ตได้ตั้งแต่ 1 เซล ถึง 3 เซล

o       แบตเตอรี่ชนิด SLA สามารถชาร์ตได้ตั้งแต่ 3 เซล ถึง 6 เซล

·         สามารถตั้งกระแสชาร์ตได้ตั้งแต่ 0.1 แอมป์ ถึง 3.0 แอมป์ (ปรับได้ครั้งละ 0.1 แอมป์)

·         สำหรับแบตเตอรี่ชนิด NiCd และ NiMH จะสามารถดิสชาร์ตได้ โดยสามารถตั้งกระแสดิสชาร์ตได้ตั้งแต่ 0.1 แอมป์ ถึง 2.0 แอมป์ (ปรับได้ครั้งละ 0.1 แอมป์) พร้อมโปรแกรมทำ Cycle Charge

·         ต้องการแรงดันไฟฟ้าเข้า 16 โวลต์ ที่กระแสสูงสุด 4 แอมป์

·         มีระบบตรวจสอบแรงดันไฟฟ้าเข้า ว่าเพียงพอสำหรับการชาร์ตหรือไม่

·         มีโปรแกรมสำหรับตั้งกระแสชาร์ตโดยอัตโนมัติ ตามความจุของแบตเตอรี่

·         มีระบบการชาร์ตแบตเตอรี่แบบกระแสคงที่ (Constant Current) และแรงดันคงที่ (Constant Voltage)

·         มีอัลกอลิทึ่มสำหรับตรวจจับแบตเตอรี่เต็มดังนี้

o       Negative Delta Voltage สำหรับแบตเตอรี่ NiCd และ NiMH

o       Zero Delta Voltage สำหรับแบตเตอรี่ NiMH

o       Current Drop สำหรับแบตเตอรี่ Li-Ion, Li-Po และ SLA

o       Timer และ Exceed Voltage เป็นระบบสำรองสำหรับแบตเตอรี่ทุกชนิด

·         ควบคุมการทำงานด้วย Microcontroller ของ Phillips เบอร์ P89V51RD2

·         มีหน่วยความจำที่สามารถเก็บข้อมูลของแบตเตอรี่ได้ 10 ชุด

·         แสดงข้อมูลการชาร์ตบนจอ LCD ขนาด 2 บรรทัดๆละ 16 ตัวอักษร

 

 

อัลกอลิทึ่มสำหรับดิสชาร์ตแบตเตอรี่ NiCD และ NiMH

 

แรงดันปกติของแบตเตอรี่ชนิด NiCD และ NiMH จะอยู่ที่ 1.2 โวล์ตต่อเซล เมื่อทำการดิสชาร์ตจนแรงดันต่ำกว่า 1 โวลตต่อเซล ก็จะถือว่าแบตเตอรี่หมดแล้ว เครื่องชาร์ตแบตเตอรี่ Smart Charger จะตรวจจับแรงดันของแบตเตอรี่ ถ้าต่ำกว่า 0.95 โวลตต่อเซล ก็จะหยุดการดิสชาร์ต สาเหตุที่ใช้ค่า 0.95 โวลตต่อเซล เพราะต้องชดเชยแรงดันตกคล่อมในสายไฟด้วย

 

 

อัลกอลิทึ่มสำหรับตรวจจับแบตเตอรี่เต็ม

 

โปรแกรมที่บรรจุอยู่ใน Microcontroller จะมีอัลกอลิทึ่มสำหรับใช้ในการตรวจจับจุดสิ้นสุดการชาร์ตดังนี้

 

1.      Negative Delta-Voltage ใช้กับแบตเตอรี่ชนิด NiCD และ NiMH โดยเมื่อแบตเตอรี่ชาร์ตจนเต็มจะเกิดก๊าซออกซิเจนขึ้นภายในเซล มีผลทำให้แรงดันของแบตเตอรี่ตกลง เครื่องชาร์ตแบตเตอรี่ Smart Charger จะตรวจหาแรงดันแบตเตอรี่สูงสุดและแรงดันแบตเตอรี่ที่ลดลง ถ้าแรงดันที่ลดลงมีค่าต่ำกว่า 15 mV ต่อเซล แสดงว่าแบตเตอรี่เต็มแล้ว

2.      Zero Delta-Voltage ใช้กับแบตเตอรี่ชนิด NiMH โดยตรวจหาค่าแรงดันของแบตเตอรี่ในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้าแรงดันเปลี่ยนไปน้อยกว่า 0.01 โวล์ต เครื่องชาร์ตจะเก็บค่าไว้ แล้วทำการตรวจสอบอีก 2 ครั้ง ถ้าค่าแรงดันของแบตเตอรี่ยังคงที่ แสดงว่าแบตเตอรี่เต็มแล้ว

3.      Current Drop ใช้กับแบตเตอรี่ชนิด LiPo LiIon และ SLA โดยในช่วงแรกของการชาร์ต เครื่องชาร์ตจะชาร์ตแบตเตอรี่แบบกระแสคงที่ เมื่อแรงดันแบตเตอรี่ขึ้นไปถึงค่าที่กำหนด (4.20 โวล์ตต่อเซล สำหรับแบตเตอรี่ชนิด LiPo และ LiIon และ 2.45 โวล์ตต่อเซลสำหรับแบตเตอรี่ชนิด SLA) เครื่องชาร์ตก็จะเปลี่ยนไปชาร์ตแบบแรงดันคงที่ โดยจะลดกระแสชาร์ตลงเพื่อรักษาแรงดันค่านั้นไว้ เมื่อกระแสชาร์ตตกลงจนถึงจุดที่ตั้งไว้ (50 mA ต่อเซล สำหรับแบตเตอรี่ชนิด LiPo และ LiIon และ 0.07C สำหรับแบตเตอรี่ชนิด SLA) แสดงว่าแบตเตอรี่เต็มแล้ว

4.      Timer ใช้เป็นระบบสำรอง เผื่อไว้ในกรณีที่การตรวจหาจุดสิ้นสุดการชาร์ตตามวิธีข้างบนล้มเหลว โดยการจับเวลาที่ใช้ในการชาร์ต ถ้าเกินค่าที่กำหนดไว้ เครื่องก็จะหยุดการชาร์ตทันที

5.      Exceed Voltage ใช้เป็นระบบสำรองเช่นกัน โดยตรวจสอบแรงดันของแบตเตอรี่ ถ้ามีค่าเกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ เครื่องก็จะหยุดการชาร์ตทันที

 

 

วงจร Buck Converter

 

การควบคุมกระแสและแรงดันที่ใช้ในการการชาร์ตแบตเตอรี่ เราจะใช้หลักการของวงจรที่เรียกว่า Buck Converter ซึ่งวงจรพื้นฐานจะประกอบด้วย MOSFET, SCHOTTKY DIODE, ขดลวด (INDUCTOR) และตัวเก็บประจุ (CAPACITOR) ดังรูปที่ 1

 

รูปที่  1 วงจร Buck Converter พื้นฐาน

 


MOSFET ทำหน้าที่เป็นสวิทช์เปิด-ปิดวงจร ซึ่งถูกควบคุมด้วยสัญญาณ PWM ที่สร้างจาก Microcontroller เบอร์ P89V51RD2 โดยเมื่อ MOSFET นำกระแส (ปิดวงจร) จะมีกระแสไหลผ่านวงจร Buck Converter ดังรูปที่ 2 โดยมีกระแสไฟส่วนหนึ่งไปชาร์ตตัวเก็บประจุ

 

รูปที่  2 การทำงานของวงจร Buck Converter ขณะที่ MOSFET นำกระแส

 

เมื่อ MOSFET หยุดนำกระแส (เปิดวงจร) ก็จะยังคงมีกระแสไหลผ่าน LOAD อยู่อีกชั่วขณะหนึ่ง โดยกระแสไฟที่ไหลผ่าน Load ได้มาจากสองแหล่งคือ ตัวเก็บประจุ และการที่ขดลวดปล่อยพลังงานออกมา แสดงดังรูปที่ 3

 

รูปที่  3 การทำงานของวงจร Buck Converter ขณะที่ MOSFET หยุดนำกระแส

 

การเปิด-ปิดวงจรของ MOSFET จะรวดเร็วมาก (ประมาณ 20,000 ครั้งต่อวินาที หรือ 20 KHz ไปจนถึง 300,000 ครั้งต่อวินาที หรือ 300 KHz) เพื่อลดการกระเพื่อมของแรงดันไฟฟ้า สำหรับการควบคุมกระแสทำได้โดยการเปลี่ยนช่วงเวลา (Duty Cycle) ที่ให้ MOSFET นำกระแสและหยุดนำกระแส ถ้าให้ MOSFET นำกระแสเป็นเวลานานก็จะมีกระแสไฟไหลผ่าน LOAD มาก ถ้าให้ MOSFET นำกระแสเป็นเวลาน้อยก็จะมีกระแสไฟไหลผ่าน LOAD น้อยลงตามไปด้วย ส่วนการควบคุมแรงดันทำได้ด้วยวิธีการเดียวกัน แต่จะมีการตรวจสอบแรงดันอยู่ตลอดเวลา ถ้าแรงดันเปลี่ยนแปลงก็จะทำการปรับเปลี่ยนช่วงเวลา (Duty Cycle) ให้กระแสไหลมากขึ้นหรือน้อยลง ผลก็คือแรงดันที่ได้ก็จะคงที่

 

สำหรับค่า Duty Cycle ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดจะอยู่ที่ 50% และความถี่ของ PWM ที่ผลิดได้จาก Microcontroller P89V51RD2 ที่ทำงานแบบ 6 clock cycle ความถี่ 18.432 MHz จะอยู่ที่ 36 KHz เราสามารถหาค่า INDUCTOR ได้จากสูตรต่อไปนี้

 

L = (Vi – Vsat –Vo) ton

  2 Imax

 

เมื่อ

L

ค่า INDUCTOR ที่ต้องการ

 

Vi

แรงดันไฟฟ้าของแหล่งจ่ายไฟ

= 16 โวลต์

Vsat

แรงดันไฟฟ้าอิ่มตัวของ MOSFET

= 0.5 โวลต์

Vo

แรงดันไฟฟ้าต่ำสุดของแบตเตอรี่

= 1.0 โวลต์

ton

คาบเวลาช่วงที่ MOSFET นำกระแสสูงสุด

= (1 / 36000) x 0.95 = 26.39 uSec*

Imax

กระแสสูงสุด

= 3 แอมป์

 

ดังนั้นจะได้

L = (16 – 0.5 – 1.0) x 26.39

2 x 3

 

L = 63.77 uH

 

* คิดจากคาบเวลาช่วงที่ MOSFET นำกระแสสูงสุดที่ 95%

 

 

Note: Best viewed with Internet Explorer 5 or later version at 800 x 600 pixels